วันแรกของการเดินทาง กรุงเทพฯ – อุดรธานี – เวียงจันทน์ – วังเวียง |
08.00 น. คณะพร้อมกัน ณ สนามบินดอนเมือง อาคารภายในประเทศ เคาท์เตอร์เช็คกรุ๊ป การบินไทย (TG)
09.25 น. นําท่านออกเดินจากกรุงเทพฯ สู่ จ.อุดรธานี ด้วย เที่ยวบินที่ TG1002
10.30 น. เดินทางถึง สนามบิน จ.อุดรธานี นําท่านเดินทางโดยรถปรับอากาศ สู่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว จ.หนองคาย ผ่านขั้นตอนพิธีการตรวจคนเข้าออกเมืองเป็นที่เรียบร้อย เดินทางข้ามสะพานสู่ นครเวียงจันทน์เมืองหลวงของ สปป.ลาว นําท่านไปสักการะ วัดพระธาตุหลวง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประตูชัย เป็นศาสนสถาน ที่สําคัญที่สุดของประเทศลาว เป็นสัญลักษณ์ประจําชาติลาว มีความหมายต่อจิตใจของประชาชนชาวลาวอย่างใหญ่หลวง แทนถึงความเป็นเอกราชและอํานาจอธิปไตยของลาว สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะโดดเด่นที่สุดในอาณาจักรล้านช้าง เป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมในพระพุทธศาสนากับสถาปัตยกรรมของอาณาจักร มีลักษณะคล้ายป้อมปราการ มีการก่อสร้างระเบียงสูงใหญ่ขึ้นโอบล้อมองค์พระธาตุไว้พร้อมกับทําช่องหน้าต่างเล็กๆ เอาไว้โดยตลอด ประตูทางเข้าเป็นบานประตูไม้ใหญ่ลงรักสีแดงรอบๆ องค์พระธาตุยังมีเจดีย์บริวารล้อมอยู่โดยรอบ
จากนั้นนําท่านชม อนุสาวรีย์ประตูชัย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของนครเวียงจันทน์ บนถนนล้านช้างจะไปสิ้นสุดที่บริเวณประตูชัย สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2512 เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวที่สละชีวิตในสงครามก่อนหน้าการปฏิวัติพรรคคอมมิวนิสต์ ประตูชัยมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า รันเวย์
แนวตั้ง เพราะการก่อสร้างนี้ใช้ปูนซีเมนส์จากประเทศอเมริกาที่ซื้อมาเพื่อสร้างสนามบินใหม่ในเวียงจันทน์ในระหว่างสงครามอินโดจีนแต่พ่ายเสียก่อนจึงได้นํามาสร้างประตูชัยแทน เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะล้านช้างกับฝรั่งเศสเข้าด้วยกันอย่างงดงามและกลมกลืนอย่างยิ่ง
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารแม่โขง (เมืองเวียงจันทน์)
บ่าย นําท่านเข้าชม หอพระแก้ว ตั้งอยู่บนถนนเชษฐาธิราช ติดกับทําเนียบประธานประเทศ แต่เดิมเป็นวัดหลวงประจําราชวงศ์ของลาว พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช โปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2108 เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ที่อัญเชิญมาจากล้านนา ปัจจุบันเป็นหอพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงพระแท่นราชบัลลังก ์ปิดทองจารึกพระไตรปิฎกภาษาขอมและกลองสําริดประจําราชวงศ์ของลาว และรวบรวมศิลปะโบราณวัตถุล้ําค่าของลาวไว้ที่นี่ แล้วนําท่านข้ามถนนอีกฝั่งไปชม วัดสีสะเกด ตั้งอยู่บนถนนเชษฐาราช ตรงข้ามกับหอพระแก้ว เจ้าอนุวงศ์ทรงสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2361 เป็นสถาปัตยกรรมแบบของไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นวัดที่เก่าที่สุดในนครเวียงจันทน์ ผนังด้านในของระเบียงที่ล้อมรอบพระอุโบสถไว้มีการเจาะเป็นซุ้มเล็กๆ
สําหรับประดิษฐานพระพุทธรูปเงิน และพระพุทธรูปดินเผามากกว่า 2,000 องค์ สําหรับระเบียงด้านตะวัน-
ตกเป็นที่เก็บรวบรวมเศษชิ้นส่วนของพระพุทธรูป ด้านหลังของพระอุโบสถมีรางไม้รูปทรงคล้ายพญานาคใช้เป็นรางสําหรับสรงน้ําพระในเทศกาลสงกรานต์ ด้านซ้ายมือเป็นหอไตรสร้างตามแบบอย่างแบบศิลปะพม่า ปัจจุบันวัดนี้ใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชของลาว
เดินทางขึ้นเหนือสู่ เมืองวังเวียง (ห่างจากเวียงจันทน์ 156 กม) เมืองวังเวียง เป็นเมืองธรรมชาติสวยสดงดงาม อากาศเย็นสบาย ตัวเมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ําซองล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูง มองเห็นสายน้ํากว้างสลับกับเนินทราย โดยมีเทือกเขาหินปูนเป็นฉากหลัง วังเวียงได้ฉายาว่า กุ้ยหลินแห่งเมืองลาว
ค่ํา รับประทานอาหารค่ํา ณ ร้านอาหารนางบด
หลังอาหารนําท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก Thavonesouk Resort & Hotelหรือเทียบเท่า
วันที่สอง วังเวียง - หลวงพระบาง (เมืองมรดกโลก) |
07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
หลังอาหารเช้านําท่านเดินทางสู่เมืองหลวงพระบาง ระยะทาง 210 กิโลเมตร ระหว่างทางท่านจะได้ผ่านหมู่บ้านไม้นานาพันธุ์ ขุนเขาหลายสิบลูก เพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพอันงดงาม การทํานาขั้นบันได และหมู่บ้านชนเผ่าต่างๆ ของลาว ผ่านเมือง กาสี พูคูณ เชียงเงิน และ เส้นทางสายนี้ถือว่าเป็นสันทางที่สวยที่สุด เส้นทางหนึ่งในเอเชียอาคเนย์
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารเทพบุบผา
บ่าย เดินทางสู่ พระราชวังเก่า (Royal Palace Museum) เป็นวังที่ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ทรงประทับอยู่ที่นี่จนสิ้นพระชนม์ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2518 พระราชวังก็ได้ถูกเปลี่ยนเป็น พิพิธภัณฑ์ ประกอบด้วย หอฟังธรรม ห้องรับแขกของเจ้ามหาชีวิตและพระมเหสี ห้องท้องพระโรง ทางด้านหลังก็เป็นพระตําหนักซึ่งมีเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ จัดเก็บไว้เป็นระเบียบเรียบง่าย และนําท่านนมัสการหอพระบาง ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของหลวงพระบาง เป็นพระพุทธรูปประทับยืน ปรางค์ห้ามสมุทร เป็นพระพุทธรูปศิลปะขอมสมัยหลังบายน น้ําหนัก 54 กก. ประกอบด้วยทองคํา 90% และยังมีพระพุทธรูปนาคปรกสลักศิลาศิลปะขอมอีก 4 องค์ประดิษฐานอยู่ เดินทางไปยังหลัง จากนั้นตรงข้ามพระราชวังนําท่านเดินขึ้นบันได 328 ขั้นสู่ พระธาตุภูษี (Phou Si Mountian) สองข้างทางร่มรื่นด้วยต้นดอกจําปา ภูษีนี้ หมายถึง “ภูศรี” คือเป็นศรีของเมืองหลวงพระบางนั่นเอง ตั้งโดดเด่นกลางใจเมืองมีจุดชมวิวก่อนถึงยอดพระธาตุ มองเห็นวัด บ้านเรือน ทอดยาวขนานกับแม่น้ําโขงจรดปากแม่น้ําคาน ยอดสูงสุดของภูษี อยู่บนพื้นที่ราบแคบๆ ตัวพระธาตุเป็นทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมทาสีทอง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมยอดประดับด้วยเศวตฉัตรทองสําริด 7 ชั้น สูงประมาณ 21 เมตร จะสวยมากในยามบ่ายแก่ๆ แบบนี้แสงแดแจะส่ององค์พระธาตุเป็นสีทองสุกปลั่ง มีทางเดินรอบองค์พระธาตุ สามารถชมทิวทัศน์ตัวเมืองหลวงพระบางได้
ค่ํา รับประทานอาหารค่ํา ณ ร้านอาหารอินโดชัยน่า
หลังอาหารให้ท่านเดินเที่ยวชม ถนนข้าวเหนียว ของเมืองหลวงพระบาง หรือ ตลาดมืด ให้ท่านได้เลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองเป็นที่ระลึก
หลังอาหารนําท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก Manoluck Hotel ระดับมาตรฐาน 3 ดาว หรือเทียบเท่า
วันที่ วันที่สาม หลวงพระบาง (เมืองมรดกโลก) |
05.00 น. ตื่นเช้าซักหน่อยไปร่วม ทําบุญ-ตักบาตร กับชาวหลวงพระบาง ทุกๆเช้าชาวหลวงพระบางทุกบ้านจะพากันออกมานั่งรอตักบาตรพระสงฆ์ที่เรียงแถวเดินมาตามถนนเป็นร้อยๆ รูป ซึ่งเป็นภาพยามเช้าที่มีชีวิตชีวาของหลวงพระบางโดยสะท้อนถึงวิถีชีวิตของสังคมอันสงบสุขและความเลื่อมใสศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนาที่หยั่ง
รากลึกลงในวัฒนธรรมของชาวล้านช้าง และนําท่านแวะเที่ยวชม ตลาดเช้า ของเมืองหลวงพระบาง
07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
หลังอาหารนําท่านลงเรือเดินทางชมวิวทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ําโขงสู่ ถ้ําติ่ง (Ting Cave) ซึ่งเป็นถ้ําอยู่บนหน้าผาริมแม่น้ําโขงมีอยู่ 2 ถ้ํา คือ ถ้ําล่างและถ้ําบน ถ้ําติ่งลุ่ม หรือ ถ้ําล่างสูง 60 เมตรจากพื้นน้ํา มีลักษณะเป็นโพรงน้ําตื้นๆ มีหินงอกหินย้อย มีพระพุทธรูปไม้จํานวนนับ 2,500 องค์ ส่วนใหญ่จะเป็นพระยืน มีทั้งปางประทานพร และปางห้ามญาติ ถ้ําติ่งบน จะไปทางแยกซ้ายเดินขึ้นบันไดไป 218 ขั้น ปากถ้ําไม่ลึกมากมีพระพุทธรูปอยู่ในถ้ําแต่ไม่มากเท่าถ้ําล่าง สมัยโบราณเป็นที่สักการะบวงสรวงดวงวิญญาณ ผีฟ้า ผีแถน เทวดาผาติ่ง ต่อมาพระเจ้าโพธิสารทรงเลื่อมใสพระพุทธศาสนาเป็นผู้นําพระพุทธรูปเข้ามา และจึงทรงใช้ถ้ําติ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา แล้วล่องเรือกลับ ก่อนถึงตัวเมืองหลวงพระบางแวะ บ้านช่างไห ชมวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ริมแม่น้ําโขง มีอาชีพในการหมักสาโท และต้มเหล้าขาว จําหน่ายและยังเป็นแหล่งรวมสินค้าพื้นเมืองจําพวก ผ้าทอลวดลายสวยงามมากมาย เครื่องเงิน วางจําหน่ายอย่างเป็นระเบียบ ชมความร่วมมือของชาวบ้านที่ได้จัดแต่งลานบ้าน อย่างสวยงามเพื่อรอรับนักท่องเที่ยว ได้เวลาพอสมควรลงเรือเดินทางกลับสู่ตัวเมืองหลวงพระบาง
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารบ้านสวนปากอู
บ่าย นําเดินทางผ่านหมู่บ้านชนบท ชมวิถีชีวิตของชาวบ้านสู่ น้ําตกตาดกวงชี (Kuang Xi Waterfall) ห่างจากหลวงพระบาง 30 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ หนึ่งในน้ําตกที่สวยที่สุดในเขตหลวงพระบาง ชมความงามของน้ําตกที่ตกลดหลั่นเป็นชั้นๆ อย่างสวยงามแต่ละชั้นเกิดจากการผสมของหินปูนสูงราว 70 เมตร มี 2 ชั้น สภาพป่าร่มรื่น มีสะพานและเส้นทางเดินชมรอบๆ น้ําตก จากนั้นนําท่านเดินทางกลับหลวงพระบาง โดยแวะช้อปปิ้งผ้าพื้นเมืองที่ บ้านผานม เป็นหมู่บ้านชาวไทลื้อ มีฝีมือในการทอผ้าอย่างสวยงาม อดีตเป็นแหล่งทอผ้าถวายแด่เจ้ามหาชีวิต ปัจจุบันผ้าทอจากบ้านผานมนี้มีชื่อเสียงมาก และมีการรวมกลุ่มตั้งเป็นศูนย์หัตถกรรมแสดงสินค้า และยังมีการสาธิตให้ท่านชมด้วย
นําท่านเที่ยวชม วัดเชียงทอง (Xieng Thong Temple) เป็นวัดหลวงคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบาง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงไปเวียงจันทน์ และยังได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ และเจ้าชีวิตศรีสว่างวงศ์วัฒนา กษัตริย์สองพระองค์สุดท้ายของลาว
บริเวณที่ตั้งของวัดอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมืองหลวงพระบาง ใกล้บริเวณที่แม่น้ําคานไหลมาบรรจบกันกับแม่น้ําโขง มีพระอุโบสถ หรือภาษาลาวเรียกว่า “สิม” เป็นหลังไม่ใหญ่โตนัก หลังคาพระอุโบสถแอ่นโค้งและลาดต่ําลงมาก ซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น เป็นศิลปะแบบหลวงพระบาง ส่วนกลางมี ช่อฟ้า ประกอบด้วย 17 ช่อ ซึ่งเป็นที่สังเกตกันว่า เป็นวัดที่พระมหากษัตริย์สร้างขึ้นจึงมี 17 ขั้น ส่วนสามัญจะสร้างกันแค่ 1-7 ช่อ เชื่อกันว่าจะเก็บของมีค่าไว้ในนั้นด้วย ส่วนหน้าบัน หรือภาษาลาวว่า “โหง่” เป็นรูปเศียรนาค ความงามของวัดอยู่ที่ความสงบสง่าสะอาดมีการวางผังออกแบบและบํารุงรักษาอย่างดีเยี่ยม จากนั้นนําท่านเข้าชม วัดวิชุนราช (Visounnarath Temple) สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าวิชุนราช ในปี พ.ศ. 2046 สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบาง ซึ่งอาราธนามาจากเมืองเวียงคํา มีเจดีย์ปทุมหรือพระธาตดอกบัวใหญ่ วัดนี้มีพระธาตุเจดีย์องค์ใหญ่รูปทรงคล้ายแตงโมผ่าครึ่ง ทําให้ชาวลาวเรียกกันว่า พระธาตุหมากโม เป็นทรงโอคว่ํา ยอดพระธาตุลักษณะคล้ายรัศมีแบบเปลวไฟของพระพุทธรูปแบบลังกาหรือสุโขทัย เจดีย์นี้อาจดูทรุดโทรมมากแม้จะมีการปฏิสังขรณ์มา 2 ครั้งแล้วในปี พ.ศ.2402 ในสมัยพระเจ้าสักกรินทร์ (คําสุก) ซึ่งเป็นพระราชบิดาของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ได้โปรดให้มีการบูรณะใหม่และได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2457 ในรัชสมัยของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ได้ค้นพบโบราณวัตถุมีค่ามากมาย เช่น เจดีย์ทองคํา พระพุทธรูปหล่อสําริด พระพุทธรูปทองคํา ปัจจุบันนําไปเก็บไว้ในหอพิพิธภัณฑ์หลวงพระ
บาง ในพระราชวังหลวงจนปัจจุบัน
ค่ํา รับประทานอาหารค่ํา ณ ร้านอาหารมีชัยผล
หลังอาหารนําท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก Manoluck Hotel ระดับมาตรฐาน 3 ดาว หรือเทียบเท่า
| วันที่สี่ หลวงพระบาง - เวียงจันทน์ – หนองคาย – อุดรธานี - กรุงเทพฯ |
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของที่พัก
หลังอาหารออกเดินทางไปยัง เวียงจันทน์ ตามเส้นทางเดิม (เส้นทางวังเวียง) ในบรรยากาศใหม่ เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารนางบด
หลังอาหารนําท่านเดินทางสู่เมืองเวียงจันทน์ ก่อนข้ามด่านกลับประเทศไทย ให้ท่านได้ ช้อปปิ้ง สินค้าปลอดภาษี (Duty Free) เพื่อได้เป็นของฝากก่อนเดินทางกลับเมื่อได้เวลาพอสมควรนําท่านเดินทางต่อสูสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว จ.หนองคาย ผ่านการตรวจคนเข้าเมือง ให้ท่านได้เลือกซื้อสินค้าปลอดภาษี ได้เวลาพอสมควรนําท่านเดินทางสู่ สนามบิน จ.อุดรธานีเพื่อเดินทางกลับ กรุงเทพฯ
19.45 น. ออกเดินทางกลับกรุงเทพโดย เที่ยวบินที่ TG 1015
20.45 น. เดินทางถึงสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมประสบการณ์ใหม่ และ ความประทับใจ
อัตราค่าบริการ ต่อท่าน |
บาท |
ผู้ใหญ่ (พักห้องละ 2 ท่าน ) |
16,900.- |
เด็กไม่เกิน 12 พักกับผู้ใหญ่ 2 ท่าน ( เสริมเตียง) |
15,900.- |
เด็กไม่เกิน 12 พักกับผู้ใหญ่ 2 ท่าน (ไม่เสริมเตียง) |
14,900.- |
พักเดี่ยวจ่ายเพิ่ม |
2,500.- |
อัตราค่าบริการนี้รวม
**** ประกาศ ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2551 เนื่องจากสภาวะน้ํามันโลกที่มีการปรับราคาสูงขึ้น ทําให้สายการบินอาจมีการปรับราคาภาษีน้ํามันขึ้นในอนาคต ซึ่งทางบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เก็บค่าภาษีน้ํามันเพิ่มตามความเป็นจริง*****

|